การเมือง

"ธนาธร" โผล่ฮ่องกง ถ่ายภาพร่วม "โจหัว หว่อง"

7 ต.ค. 2562 08:08 น.
การประท้วงที่ฮ่องกง ที่มีจุดเริ่มต้นมาจากการต่อต้านกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดน ก่อนจะลุกลามเป็นการยื่นเงื่อนไขเพิ่ม และยกระดับความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ คู่ขนานกับการเดินสายขอการสนับสนุนจากนานาชาติของโจชัว หว่อง แกนนำคนสำคัญ กำลังถูกจับตาว่า จะได้ไปต่อหรือถึงเวลาต้องพอเสียที เมื่อจีนฉลองวันชาติต้นเดือน ต.ค.

วันชาติจีน 1 ตุลาคม ที่ผ่านมาถือเป็นงานใหญ่ของพรรคคอมมิวนิสต์จีน เพราะปีนี้ครบรอบ 70 ปี การก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน ที่จริงพิธีเฉลิมฉลองควรจะดำเนินอย่างยิ่งใหญ่และราบรื่นเหมือนทุกปีที่ผ่านมา แต่สัญญาณแห่งความขลุกขลักเริ่มส่อเค้าตั้งแต่เดือนมิถุนายน เมื่อชาวฮ่องกงนับล้าน พากันออกมาแสดงพลังตามท้องถนน เพื่อต่อต้านกฎหมายส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน เพราะกลัวว่าจะถูกริดรอนสิทธิเสรีภาพ กลัวว่ากฎหมายและระบบยุติธรรมที่โลกยอมรับจะถูกทำลาย จนไม่สามารถเป็นเมืองท่าเสรี เป็นศูนย์กลางการเดินเรือ การพาณิชย์ และศูนย์กลางการเงินอีกต่อไป แต่จะมีสภาพเป็นแค่เมืองชายทะเลเมืองหนึ่งของจีนเท่านั้น 

 

การประท้วงส่วนใหญ่มีขึ้นในช่วงสุดสัปดาห์ ก่อนสลายตัวไป เพื่อให้ชีวิตประจำวันของผู้คนกลับมาเป็นปกติ มีการใช้กลยุทธ์แบบดาวกระจาย สร้างความเสียหาย เช่น ปิดสนามบิน ขัดขวางการโดยสารรถไฟใต้ดิน แม้แคร์รี่ หล่ำ หัวหน้าคณะผู้บริหารเขตปกครองพิเศษ ได้ประกาศถอนร่างกฎหมายอย่างเป็นทางการไปแล้ว แต่การประท้วงยังไม่ยุติและยกระดับความรุนแรงขึ้น เป็นกลยุทธ์คู่ขนานไปกับการเดินสายในต่างประเทศของโจชัว หว่อง แกนนำคนสำคัญ ที่ไปทั้งเยอรมนีกับสหรัฐฯ โดยเขาบุกไปถึงสภาคองเกรส เพื่อผลักดันให้ผ่านร่างกฎหมายสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยฮ่องกง

 

ร่างกฎหมายฉบับนี้ ถูกเสนอให้ใช้แทนกฎหมายว่าด้วยนโยบายของสหรัฐฯ ต่อฮ่องกง เมื่อปี 2535 โดยอาจนำไปสู่การสูญเสียสิทธิพิเศษทางการค้าที่ฮ่องกงได้รับจากสหรัฐฯ เพราะฮ่องกงจะถูกตรวจสอบต่อเนื่อง ว่าเคารพกฎหมายพื้นฐาน ที่เป็นหัวใจสำคัญของการเป็นเขตกึ่งปกครองตนเอง ภายใต้นโยบาย "หนึ่งประเทศสองระบบ" หรือไม่ นอกจากนี้ โจชัว หว่องยังขอให้สหรัฐฯ บรรจุ "เงื่อนไข" เรื่องสิทธิมนุษยชนลงในข้อตกลงการค้ากับจีน และยกเรื่องการชุมนุมประท้วงที่ฮ่องกง มาเป็นวาระสำคัญในการเจรจาด้วย โดยอ้างว่า ฮ่องกงกำลังเสี่ยงถูกคุกคามด้วยกฎหมายฉุกเฉิน ที่ไม่ต่างจากกฎอัยการศึก และจีนอาจส่งทหารเข้าไปในฮ่องกงในที่สุด

 

จีนมักพูดถึงสถานการณ์การประท้วงในฮ่องกงว่ามี "พลังอำนาจภายนอก" โดยเฉพาะสหรัฐฯ คอยสนับสนุน "การจลาจล" ในฮ่องกง การไปสหรัฐฯ ของหว่องดูเหมือนจะตอกย้ำความเชื่อของจีนไปโดยปริยาย แต่สำหรับการผ่านร่างกฎหมายใหม่ ใช่ว่าจะเป็นไปง่ายดาย เพราะยังมีคนที่เล็งเห็นว่า การผ่านร่างกฎหมายอาจเป็นแค่การแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ และอาจทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯกับจีนแย่ลงไปอีก ความทะนงของสหรัฐฯ ที่คิดว่าตัวเองมีอิทธิพลจนกำหนดความเป็นไปในโลกได้ ไม่อาจใช้ได้กับจีน และยิ่งสนับสนุนความคิดที่ว่า ต่างชาติคือ "มือมืด" ที่อยู่เบื้องหลังการประท้วง 

 

ส่วนเรื่องที่จีนจะส่งทหารไปฮ่องกงหรือไม่ ยังคงเป็นปริศนา ที่ผ่านมา มีแค่การส่งทหารเข้าไปผลัดเปลี่ยน และการซ้อมรับมือการจลาจลของตำรวจที่เสิ่นเจิ้น แต่ยังไม่มีวี่แววว่าจะมีการใช้กำลังกับผู้ประท้วง ที่บางส่วนต้องยอมรับว่ามีพฤติกรรมยั่วยุ เช่นการทุบทำลายสถานีรถไฟใต้กิน จุดไฟบนถนน กระชากธงชาติและป้ายโปรโมตวันชาติจีนลงมาเหยียบย่ำและเผา ทำให้ต้องจับตามองว่า ก่อนวันชาติที่จะมาถึง จีนจะยื้อการประท้วงต่อไป หรือจะให้จบแต่เพียงเท่านี้

 

ทั้งนี้ ล่าสุด โจซัว หว่อง ได้โพสต์ภาพว่าตนได้ร่วมพบปะพูดคุยกับ นายธนาธร จึงรุ่งเรื่องกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ และ ทิม วิลสัน พรรคเสรีนิยมของออสเตรเลีย

 

 

การเมือง